FAT Live FRIDAY

posted on 26 May 2012 21:48 by reenawayu
Fat Live Friday
เรื่องราวชีวิตของหมีบอย หนึ่งหลับและอับดุล
กับมหกรรมเพลงจี๊ดศุกร์ศุกร์
ตลอด 3 ชั่วโมงต้องมนต์
 
ถ้อยคำโปรยโฆษณาคอนเสิร์ตใหญ่ ครั้งที่ 2 ของวงดนตรีที่สร้างสรรค์บทเพลงเพราะๆ มีครบ 15 ปี
 
แค่รู้ข่าวว่าฟรายเดย์จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ก็ตั้งหน้าตั้งตารอวันจองบัตรเพื่อให้ได้ที่นั่งที่ดีที่สุด
คอนเสิร์ตนี้มีบัตรยืนติดขอบเวที  แต่ด้วยสังขารที่เริ่มไม่ไหว ขอนั่งดูสบายๆ ดีกว่า
แต่เอ...เราจะไปดูคอนเสิร์ตคนเดียวอีกแล้วหรอ ไม่คิดจะชวนใครบ้างเลยหรอ
เหอๆ...จะคิดชวนใครไปทำไม ในเมื่อจะหาคนที่รู้จักวงฟรายเดย์จากรอบๆ ตัวเราก็ว่าน้อยแล้วนะ
ยิ่งให้หาคนที่รักเพลงของฟรายเดย์และเต็มใจไปดูคอนเสิร์ตกับเราด้วยเนี่ยนะ
ไปดูคนเดียวดีกว่า...สบายใจ
 
ด้วยความที่หลังจากกลับจากดูคอนเสิร์ตก็แทบจะไม่มีเวลาว่าง กว่าจะได้มาตามเก็บบรรยากาศงานคอนเสิร์ตเวลาก็ผ่านไปครบหนึ่งสัปดาห์พอดี เลยต้องหาตัวช่วยเป็นภาพและบทความจากเวบไซด์ต่างๆ
 
http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C12126840/C12126840.html
กระทู้นี้เก็บได้แบบละเอียดยิบ
 
แต่ของเรา...ขอเก็บแค่ความรู้สึก อุ่นๆ กรุ่นๆ หวานๆ และอบอวลไปด้วยความประทับใจกับคอนเสิร์ตที่รอคอยนี้แล้วกัน
 
เปิดมาด้วยเพลง คืนหนึ่งในกรุงเทพ  พร้อมกับชุดนี้ที่ทำให้ฮาด้วยการย้อนภาพเสมือนสมัย Friday I'm in love  
 
แล้วก็ต่อ..."ยังมีเสียงเพลงที่ทำให้ใจสดใส ดวงดาวมากมายที่ให้เราดูเต็มฟ้า...ฉันมีความสุข"
เฮ้อ...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ฟังเพลง ฉันมีความสุข ทีไร น้ำตามันเอ่อทุกทีTongue out 
 
ถ้าใ่ครเป็นแฟนฟรายเดย์ จะต้องรู้ว่าวงนี้เค้าพูดไม่ค่อยเก่ง เพราะพี่บอย ตรัย ก็ย้ำเรื่องนี้ทุกครั้งที่เล่นคอนเสิร์ต
งานนี้เลยอ่านโพยกันแบบโจ่งแจ้ง แต่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยจะให้อ่านกระดาษธรรมดาๆ ก็กระไรอยู่
พี่บอยเลยเปลี่ยนมาเป็นกระดานชนวนอิเล็กทรอนิกส์แทน มองไปก็คล้ายๆ สตีฟ จ็อป เวอร์ชั่นอัพไซด์และไม่ได้ใส่แว่นอยู่เหมือนกันนะ555
 
 
พี่บอยอ่านโพยไป ก็แกล้งอ่านข้าม อ่านผิดคิว เป็นมุขให้คนดูขำ แต่ที่ขำกว่าคือเสียงจิ้งหรีดที่ดังทุกครั้งที่พี่บอยเงียบหรือทุกครั้งที่เล่นมุขแป๊ก และสำหรับอีกสองหนุ่ม พี่หนึ่งกับพี่ดุลย์ก็ไม่คิดจะช่วยเพื่อนทำมาหากินกันซะเลย สรุปก็คือคอนเสิร์ตนี้มีเสียงจิ้งหรีดเป็นซาวนด์ประกอบตลอดงาน (ทำให้นึกถึงหนังสือจิ้งหรีดแห่งเมืองสีเทา ของพี่บอย ตรัย มาทันใด)
.
.
.
"มันช่างถูกใจเหลือเกิน (คนบ้า) อยากจะได้ยินเธอพูดอีกสักครั้ง เสียงที่เธอพูดมา แค่นึกแล้วลองหลับตา ก็สุขไปทั้งวัน ไหนขออีกทีซิ (คนบ้า)" เพลง สองคำ นี่ตะโกน "คนบ้า" ไปเหมือนคนเสียจริต55
.
.
.
"ถึงฉันได้แต่ยืน มอง มองเธอจากที่ไกล ไม่อาจจะยืน เคียง ยืนอยู่ในหัวใจ
แต่ขอแค่ได้ยืน รอ รอเธออยู่ได้ไหม อาจจะมีวัน ใด ที่เธอจะมองฉันบ้าง"
เพลงเศร้าจับจิตของเรา  เฮ้อ...อยากฟังเพลงนี้แบบเต็มๆ จัง ไม่น่าตัดมาแค่เมดเลย์เลย
.
.
.
มาสู่ช่วงงานเดี่ยวของแต่ละคน
ขอแปะเพลงนี้แล้วกัน
 
 
 
เพลงสุดที่รักเพลงหนึ่งของเรา
 
"ขอร้องเบาๆ เรื่องเราข้างๆ หู  ร้องแค่เบาๆ ไม่ดังเท่าไหร่  กี่ครั้งร้อยเรื่องราวหลากหลาย ที่มีของใจ..."
 
ตอนคอนเสิร์ต "Yesterday, Friday and Tomorrow" ที่พารากอนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จำได้ว่าเจ้าของเสียงในเพลงนี้อย่าง พี่ปอย Portrait มาเป็นแขกรับเชิญและร้องเพลงนี้ในคืนนั้น คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็คิดอยู่ว่าคงได้ฟังเพลงนี้แน่ๆ และแอบหวังอยู่ว่าพี่ปอยจะมาเพราะไม่ได้ฟังเสียงนานแล้ว แต่คราวนี้พี่หนึ่งขอร้องเองบรรเลงเอง แต่ก็ไม่เป็นไร เจ้าของเพลงอย่างพี่หนึ่งยังไงก็ร้องเพราะอยู่แล้ว (หลังจากจบคอนเสิร์ตกลับมานั่งฟังเพลงนี้วันละหลายรอบหลังจากแอบลืมเลือนกันไปบ้าง แต่ยังไงก็รักเพลงนี้จริงๆ นะ)
.
.
.
จากนั้นก็เป็น acoustic medley ในวงเหล้า
 

 
ที่ขนเอาเพลงเก่าๆ อย่าง "ใจนักเลง" "หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ" "สองคนในร่างเดียว" และเพลงที่พี่บอยบอกว่าเป็นบอยแบนด์ที่เหมือนวงฟรายเดย์มากที่สุดอย่าง "ขอคืน" แล้วก็กระชากอารมณ์เปลี่ยนแนวเป็น "ชีวิตสัมพันธ์" แล้วก็ลงท้ายด้วย "รักที่เพิ่งผ่านพ้นไป" กับ "รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง" เราเองขอตัดเพลงฝรั่งสองเพลงนั้นออกไปนะเพราะไม่ค่อยจะรู้จักและร้องตามไม่ได้ แต่ medley เซ็ตนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าเราแก่จริงอะไรจริง555 เพราะแค่พี่หนึ่งขึ้นใจนักเลงมาชั้นก็แหกปากตะโกนไปสุดเสียง และดังขึ้นไปอีกกับขอคืน หรือแม้กระทั่ง "มันอยู่ที่ความสมบูรณ์ของหมู่แมกไม้ ต้นสายต้นน้ำลำธาร" ที่รู้สึกว่าคนนั่งใกล้ๆ ไม่ค่อยมีใครส่งเสียงแต่อิชั้นก็แหกปากไปสุดฤทธิ์แบบลืมตัวนึกว่าตัวเองอยู่กลางป่าในค่ายอนุรักษ์สมัยเรียนมหา'ลัยซะอย่างนั้น55
.
.
.
ต่อด้วย เพลงรักสามฤดู อย่าง ร้อน, รอฝน, หนาวนี้ 
ชอบ "ฉันยังจะรอเธอจนหนาวตาย จะนานเพียงไหนก็ยังอยากเจอ ที่ตัวยังมีละอองของเธอ ที่ใจยังเพ้อถึงความสดใส ยังเปียกด้วยรัก และความซึ้งใจ หนาวเพียงใดดวงใจยังคงเฝ้ารอ..."  จังเลย

 

ย้อนเวลาหาอดีตกันมาหลายเพลาและหลายเพลงแล้ว  ทีนี้ก็เข้าสู่ช่วงของเพลงในอัลบั้มใหม่ล่าสุด Colorfication ที่คุณพี่ทั้งสามมากับเสื้อผ้าเขียงเหลืองแดงอย่างเด่น!!!


ใช่ว่าเราจะร้องได้แต่เพลงเก่าๆ ของฟรายเดย์นะ เพลงใหม่ก็ร้องได้ ทั้ง "เพลงรักเก่า" "เรื่องธรรมดา" และที่สำคัญ "จะล็อคกุญแจขังอดีตไว้อย่างแน่นหนา ความลับในใจมีฉันคนเดียวที่รู้ว่า เนิ่นนานเท่าไร ยังลืมเธอไม่ได้" เพลง "ปิดผนึก" ก็ร้องไปซะสุดเสียงเช่นเคย
.
.
.
มาสู่ช่วงย้อนอดีตอีกครั้งกับ 2 Days Ago Kids ที่มีพี่โป้ พี่เจอร์รี่ แถมด้วยพี่ก้อ ขึ้นมาเป็นแขกรับเชิญ 
คนฟังทั้งหลายก็ช่วยกันร้อง "กลับมาได้รึเปล่า...กลับมาหาฉันทีได้ไหมคนดี..." กันกระหึ่มฮอลล์ไปเลยที่เดียว
 
ยังมีเพลงเพราะๆ อีกหลายต่อหลายเพลงที่ฟรายเดย์ขนมาร้องให้คนฟังอย่างเราฟังแล้วหวนรำลึกไปถึงบรรยากาศในวันวานเรื่อยไปจนถึง "ชั่วโมงต้องมนต์" ที่ฟรายเดย์ทำให้เราต้องมนต์ได้จริงๆ กับคอนเสิร์ตในวันนี้
และนี่คือหนึ่งฉากประทับใจ
 
 
และแล้วก็เดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย ช่วงอังกอร์ กับเพลง "นิดนึงพอ" เพลงที่เหมือนเพลงประจำวงของฟรายเดย์ สำหรับเรา นิดนึงพอ คือเพลงที่ทำให้เรารู้จักกับวงนี้ และเป็นเพลงที่ยังร้องติดปากอยู่เกือบทุกวัน
 
ปิดท้ายด้วย "เพลงของเธอ" เพลงสุดแสนประทับใจที่เหมือนกับทั้งสามคนตั้งใจจะบอกทุกๆ คนว่า
ก่อนนี้เหมือนฟ้าของฉันไม่มีดาว
ผ่านคืนหนาวๆ ก็เหงาไม่มีใคร
ไม่รู้คนที่มีความรักเค้ารุ้สึกอย่างไร
วันนี้พบแล้วว่าเธอนั้นมีจริง
จะรักเธอแล้วและจะไม่เปลี่ยนใจ
จะทำทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เสียเธอไป
 
สำหรับเรา
ชอบทุกอย่างของคอนเสิร์ตนี้
เพราะแค่เป็นวงฟรายเดย์ ก็รักมากมายจนยากจะหาคำบรรยายแล้ว
ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะมีคอนเสิร์ตของวงนี้อีก
แต่เราจะรอ รอไปเรื่อยๆ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
 
ก่อนปิดคอนเสิร์ต พี่บอย พี่หนึ่ง พี่ดุลย์ พูดความรู้สึกของตัวเอง จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว แต่จำคำของพี่หนึ่งได้ว่า คอนเสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตที่เหมือนเล่นดนตรีให้คนที่เป็นเพื่อนกันมานานฟัง ทุกๆ คนที่เป็นแฟนของฟรายเดย์ก็เหมือนเป็นเพื่อนกันมานาน
เราก็ รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน เพราะคอนเสิร์ตนี้ถึงแม้จะไม่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นในทุกอณูของบรรยากาศคอนเสิร์ต  คอนเสิร์ตจบอารมณ์ก็ยังไม่จบ ความประทับใจจะยังคงอยู่ไปอีกนานแสนนาน...
 
 
ขอบคุณภาพสวยๆ ทุกภาพจาก Facebook : Mahassanai Lewchalermwongse
 
 
ถึงโลกใบนั้น...
 
ระหว่า่งเราสองคนนั้น...ผูกพันกันด้วยสิ่งใดหรือ
 
ฉันอยากรู้เหลือเกินว่า เวลาที่เราคุยกัน...เธอคิดอะไร
 
เวลาที่เราอยู่ด้วยกัน...เธอรู้สึกอย่างไร
 
แล้วเธอรู้บ้างไหม เวลาที่ฉันคุยกับเธอ...ฉันคิดอะไร
 
และเวลาที่ฉันได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอ...ฉันรู้สึกเช่นไร
..........................................................................
 
แต่ฉันกำลังสำนึกได้ว่า
 
ความคิด ความรู้สึก และคำถามใดๆ ก็ไม่มีความหมายแล้ว ณ เวลานี้
 
ถึงแม้ระยะเวลาเพียงไม่นานที่เราต้องไกลห่างกัน  อาจไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้
 
แต่ฉัน...ขอตอบตัวเองว่า
 
เราสองคนคงผูกพันกันด้วย "มิตรภาพ" ของความเป็น "เพื่อน"
 
ซึ่งคอยช่วยเหลือกันได้ในทางความคิดเห็น
 
---หาใช่ความผูกพันทางใจ...ใดๆ ทั้งสิ้น---
 
เพราะฉันก็คงเป็นแค่เพื่อนคนหนึ่ง  ที่คอยรับฟังปัญหาของเธอได้
 
และเป็นแค่คนๆ หนึ่ง ที่แสดงความคิดเห็นต่างๆ ได้อย่างที่เธอถูกใจ
 
ถึงฉันจะไม่รู้ว่า...เธอคิดอะไร
 
แต่ฉันแน่ใจว่า...ความคิดเห็นของฉันคงสร้างความพึงพอใจให้เธออยู่บ้าง
 
สิ่งเหล่านี้กระมัง...ที่ทำให้เธออยากคุยกับฉัน  ทำให้เธออยากเจอฉัน
 
และทำให้เธอยังเห็นว่า...ฉันยังมีตัวตนอยู่ในโลกของเธอบ้าง
 
ตราบใดที่เธอยังเห็นว่า...ความคิดเห็นของฉันยังพอมีค่าและมีความหมายต่อเธออยู่บ้าง
 
ระหว่างเราสองคน...ก็คงเป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไป
 
ยังคงได้พบเจอ พูดคุย พบปะสังสรรค์
 
และเราก็คงจะ "ผูกพัน" กันต่อไป
 
..........................................................................
 
แต่สำหรับตอนนี้...
 
ฉันคิดว่า...ความผูกพันทางความคิดของเรานั้น
 
มันกลับกลายเป็นพันธะผูกพันใจฉัน...ให้ห่างไกลจากเธอไม่ได้
 
เพราะถ้าหากเรายังพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ...ยังคงพบเจอกันอยู่ร่ำไป
 
แล้วเมื่อใดเล่า...ที่ฉันจะได้คิดถึงเธอเพียงห่างๆ
 
เมื่อใดเล่า...ที่ฉันจะเลิกสร้างความหวังจากความใกล้ชิด
 
และการแสดงความสนิทสนมที่เธอมีต่อฉันทุกครั้งที่พบเจอ
 
ใช่ว่าฉันจะไม่อยากคุยกับเธอ
 
ใช่ว่าฉันจะไม่อยากเจอเธอ
 
และใช่ว่าฉันอยากจะให้ความผูกพันของเราจบลง
 
แต่ฉันต้องการเพียงแค่...
 
ให้ฉันมีโอกาสได้นั่งอมยิ้มเฉยๆ เมื่อนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ในวันผ่าน
 
และหวังให้เธอนั่งอมยิ้มเช่นกัน...เมื่อมีเรื่องสะกิดใจให้นึกถึงฉัน
 
แค่นั้น...มันก็มีความหมายมากมายแล้วสำหรับมิตรภาพและความผูกพันที่ผ่านมา
 
ในเมื่อระหว่างเรา...ไม่เคยมีความผูกพันทางใจแต่อย่างใด
 
ณ ตอนนี้
 
ฉันจึงไม่อยากสร้างความผูกพันใดๆ ให้มันเกิดขึ้นอีก
 
พันธะทางใจที่ฉันมีต่อเธอ ณ วันที่เริ่มต้นมาถึงบัดนี้
 
ฉันเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง  เพื่อผูกมัดใจตัวเองไว้กับเธอ
 
และตอนนี้...มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันหายใจติดขัด
 
หากฉันยังหลงใหลได้ปลื้มกับความแสนดีที่ไร้ตัวตนของเธอยู่
 
แล้ววันใดวันหนึ่ง
 
ความผูกพันของเรามันเปลี่ยนแปรไปตามกระแสธารแห่งกาลเวลา
 
ฉันจะทนต่อการแปรเปลี่ยนนั้น...ได้อย่างไร
 
"กาลแห่งความผูกพัน" ของเรานั้น...มันเนิ่นนานเกินไป
 
เมื่อเปรียบเทียบกับความไร้ตัวตนของมัน
 
ความสัมพันธ์เลือนลาง...หากเป็นดั่งหมอกจางๆ คงพอทำให้ชื่นใจ
 
แต่ฉันเกรงว่าฉันคงต้องเสียน้ำตา...หากมันกลายเป็นควันไฟ
 
ฉันไม่อยากเจ็บปวดกับการสร้างความหวังจากพันธะแห่งความผูกพันของเราอีกต่อไปแล้ว
 
..........................................................................
 
โลกของคนแต่ละคน...มีเรื่องมากมายให้ต้องคิดต้องทำ
 
และเธอก็ย่อมมีคนมากมายมาช่วยคิดช่วยทำให้โลกของเธอนั้นสวยงาม
 
ซึ่งหนึ่งในนั้น...ไม่จำเป็นต้องมีฉัน
 
ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า...โลกของฉันจำเป็นจะต้องมีเธอหรือไม่
 
แต่ฉันมั่นใจว่า...ฉันจะอยู่ได้อย่างเบิกบานสำราญใจ...กับการได้คิดถึงเธอเพียงลำพัง
 
แต่ถ้าหากระหว่างเรายังต้องมีเรื่องราวให้เกี่ยวข้องกันอีก
 
ฉันก็ยังจะร้อนกายทุกครั้งที่เจอเธอ
 
และต้องกลับมานั่งหนาวใจ...ทุกครั้งที่คิดถึงความหวังที่คิดไปเองว่าเธอสร้างให้
 
ฉันคิดว่าฉัน...เหนื่อยกับเธอมามากพอแล้ว
 
ถึงแม้ว่ามันจะมีความสุขใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆ กับเธอ
 
แต่ฉันคิดว่า ณ ตอนนี้
 
ฉันไม่อาจจะใกล้ชิดกับเธอได้อย่างสุขใจเหมือนเก่าอีกแล้ว
 
ไม่เห็นจะมีเหตุผลหรือความจำเป็นใดๆ เลยที่เราจะพบเจอกันอีก
 
ในเมื่อฉันไม่มีวันจะก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเธอไ้ด้อย่างแน่นอน
 
ในเมื่อจิตใจของฉันมันคิดไม่ซื่อกับมิตรภาพความเป็นเพื่อนของเรามาตั้งแต่ต้น
 
ในเมื่อฉันเลือกแล้วที่จะอยู่ในโลกที่ห่างไกลจากเธอ
 
ในเมื่อฉันเลือกแล้วที่จะมีชีวิตที่มีแต่โลกของฉัน
 
เพราะฉะนั้น...ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมามันก็มากมายเกินไป
..........................................................................
 
"ท้ายที่สุดของกาลแห่งความผูกพัน"
 
ฉันจะพยายามไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของเธอ
 
เพื่อโยงใยให้โลกของฉันต้องไปเกี่ยวข้องกับโลกของเธออีก
 
ขอให้ฉันได้อยู่ในโลกของฉัน...โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับโลกของเธอได้ไหม
 
ขอให้ความผูกพันของเรามันธรรมดาสามัญเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ
 
ขอให้ฉันเฝ้ามองการโคจรของเธอในฐานะที่เป็นโลกใบนั้นได้หรือไม่
 
เพียงเท่านี้...เพื่อไม่ให้ฉันต้องพบเจอกับความเเจ็บปวด
 
เพียงเท่านี้...เพื่อความสุขใจ
 
และเพื่อให้ฉันอยู่บนโลกที่ไม่มีเธอได้...อย่างรื่นรมย์
 
 
 
อีก 2 วัน ก็จะอายุครบ 31 แล้วนะ แก่!!!555
 
แต่ว่า...มานั่งคิดๆ ดูว่า ช่วงเวลา 1 ปี ที่อายุ 30 น่ะ  คนอื่นเค้าเป็นยังไงกันบ้างนะ
 
ช่วงอายุ 30 หลายคนอาจจะเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว อาจจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
 
เป็นช่วงที่เหมาะกับการแต่งงานเพื่อมีชีวิตคู่  เหมาะแก่การสร้างครอบครัว
 
สำหรับเรา...ชีวิตช่วงอายุ 30 มันก็ไม่ได้อะไรแปลกประหลาด หรือ เปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก
 
แต่ตอนนี้แค่อยากสรุปข้อดีและข้อเสียของตัวเองในช่วงปีที่ผ่านมามากกว่า
 
เริ่มที่ "ข้อเสีย" เพราะมันมีมากกว่าข้อดี
 
ข้อเสียในช่วงปีที่อายุ 30
 
1.ขี้เกียจที่สุด
        เป็นช่วงที่ขี้เกียจจริงๆ นะ ตื่นสายตลอด ไม่คิดที่จะตื่นมาใส่บาตร ไปทำงานเกือบจะสายได้ทุกวัน
ไม่ค่อยจะสวดมนต์ ทำงานล่าช้าตลอด และที่สำคัญที่สุด ขี้เกียจขนาดเลิกรับจ็อบนอกที่ทำเงินให้ตัวเองได้อย่างมหาศาล 
 
2.ใช้เงินเยอะมาก
        เป็นช่วงที่ใช้เงินเยอะจริงๆ ใช้จนเงินเก็บไม่มีเหลือในบัญชีธนาคารเลยซักนิด ทั้งๆ ที่มีรายได้พิเศษจากจ็อบนอกตั้งเยอะ แต่ก็ยังใช้เงินไปหมด แถมไม่รู้ตัวอีกตะหากว่าหมดเงินไปกับอะไร (แล้วที่นี้ไม่ทำงานพิเศษจะเอาเงินจากไหนมาใช้ล่ะเนี่ย)
 
3.เที่ยวเยอะมาก
        สงสัยเหตุผลนี้จะเป็นเหตุผลที่ทำให้เงินหมดด้วยมั้งเนี่ย เที่ยวเยอะแต่ไม่เคยเที่ยวกลางคืนนะคะ แต่การเที่ยวปีนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการเที่ยวแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า อยากไปก็ไปเลยซะอย่างงั้น เพื่อนชวนไปไหนก็ไป ไม่ปฏิเสธใครทั้งสิ้น จนช่วงนี้เริ่มคิดได้บ้างว่า พี่ๆ ที่บ้านเค้าไม่เห็นไปเที่ยวไหนกันเลย แต่เรานี่เที่ยวทริปใหญ่ๆ แบบไปหลายๆ วันก็ 5 ทริป ไม่นับไอ้เล็กๆ น้อยๆ แบบขับรถไปเที่ยวเองอีก เฮ้อ!!! แม่คงอยากจะด่าแต่คงขี้เกียจจะพูดกับมัน เพราะพูดไปมันก็อยากไปไหนก็ไปทุกที555
 
4.สุขภาพแย่มาก
        แก่แล้วสุขภาพมันจะแย่ลงจริงๆ แม้จะไม่ได้ป่วยถึงขั้นต้องล้มหมอนนอนเสื่อ แต่รู้ตัวเลยว่าอ่อนแอ เหนื่อยง่าย จากที่เคยนอนดึกถึง ตี1 ตี2 แต่หลังๆ นี่สี่ทุ่มก็แย่แล้ว อาการภูมิแพ้ก็เป็นหนักขึ้น แถมไมเกรนขึ้นบ่อยอีกตะหาก แต่ไม่เคยคิดจะออกกำลังกาย เวลาน่ะมันมีนะ แต่ความขี้เกียจมีเยอะกว่า555
 
5. สนใจคนอื่นน้อยเกินไป
        อันนี้เพิ่งโดนเพื่อนด่ามาสดๆ ร้อนๆ ว่าไม่ใส่ใจเพื่อน แต่ก็นะ มันอยากอยู่เงียบๆ คนเดียวนี่นา วันๆ นึงงานที่ทำอยู่นี่ก็ต้องพบปะพูดคุยกับผู้คนมากมายเกินไปอยู่แล้ว จะให้เราต้องมานั่งโทรศัพท์หาคนนู้นคนนี้ คอยไถ่ถามว่าเป็นยังไงบ้างน่ะหรอ ขนาดเรามีเฟซบุ๊คยังไม่คิดจะถามใครเลยว่าเป็นไงบ้าง ก็ตั้งเฟซเพื่อไว้ติดตามข่าวสารของคนคนเดียวที่ไม่สามารถจะติดต่อได้โดยทางอื่นนี่นา กับการแค่ต้องทำหน้าที่คอยรับฟังปัญหาของผู้คนที่ชอบโทรมาให้เป็นศิราณีน่ะ ก็เหนื่อยและเบื่อจะแย่อยู่แล้ว (ถ้าเพื่อนรู้ว่าเราเบื่อมัน มันคงเสียใจเนอะ55) แต่ก็นะ จากที่เมื่อก่อนเวลามีปัญหาอะไรต้องโทรไปบ่นให้คนนู้นคนนี้ฟังตลอด แต่หลังๆ เริ่มคิดได้ว่าเพื่อนคงเบื่อและเหนื่อยกับเราเนอะ เราก็หยุดโทรไปบ่นเรื่องปัญหาชีวิตกับคนอื่นมาเกือบ 4 ปีแล้วนะ แล้วเมื่อไหร่เพื่อนๆ จะเลิกคิดว่าชั้นเป็นที่ปรึกษาที่ดีกันบ้างนะ
 
 
 
ข้อเสียแค่ 5 ข้อเองหรอ  แต่ว่าแต่ละข้อก็หนักหนาสาหัสและสร้างความวุ่นวายให้แก่ชีวิตไม่ใช่น้อยกันเลยทีเดียว
 
 
 
 
มาดูข้อดีกันบ้างดีกว่า ขอชัดๆ เน้นๆ เลยนะ
 
ข้อดีของช่วงอายุ 30 ของเรา มีข้อเดียวจริงๆ คือ...
 
ไม่กี่เดือนที่อายุจะครบ 31 เรารู้สึกว่า ตัวเองเริ่ม "ปล่อยวาง" กับเรื่องเครียดๆ ในชีวิตได้แล้วจริงๆ
 
จากที่ตัวเองเครียดจะเป็นจะตายกับหลายๆ เรื่องตั้งแต่เรียนมหา'ลัย
 
เครียดเรื่อยมาพร้อมกับหนักขึ้นตั้งแต่เริ่มทำงาน
 
เครียดมากที่สุดในชีวิตคือช่วงต้นของอายุ 30
 
แต่หลังจากที่คิดว่าตัวเองเครียดจนไม่สามารถทำอะไรได้
 
หลังจากได้ระบายทุกสิ่งทุกอย่างออกไป
 
หลังจากนั้นเหมือนเรื่องราวมันกลับตาลปัตร
 
ก็ไม่รู้หรอกว่ามันเริ่มตั้งแต่ไม่ไหร่ แต่เมื่อก่อนจะเก็บปัญหาเรื่องงานมาเครียดแบบหัวแทบแตกไปหลายวัน
 
หลังๆ มานี่ มีปัญหาหรอ มีปัญหาก็แค่ต้องแก้ปัญหา แค่ทำให้มันผ่านไป ไม่เห็นต้องเครียดเลย
 
เครียดไปก็ไม่ได้อะไร โวยวายไปก็ไม่มีใครสามารถช่วยเราได้
 
สู้ไม่เครียดก็สบายหัว ไม่โวยวายก็ไม่ต้องเหนื่อยกายด้วย
 
นี่แหละ...เรื่องที่ดีที่สุด
 
เกิดมาตั้ง 30 ปีแล้วทำไมเพิ่งจะคิดได้นะ55
 
แต่คิดได้ตอนนี้ก็ยังดีกว่าช้ากว่านี้
 
เพราะคนบางคนที่แก่กว่าเรามากมายเค้ายังคิดกันไม่ค่อยได้เลย
 
จริงๆ แล้วชีวิตเรามีเรื่องดีดีเยอะจะตาย
 
ถึงแม้บางทีจะชอบเดินสะดุดหินตามรายทางไปบ้าง
 
มันก็ไม่เคยทำอันตรายให้เราถึงกับชีวิตเลยซักครั้ง
 
จะไปเอาอะไรกับเรื่องที่ผ่านไปตามวันเวลา
 
ต่อไปนี้ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่
 
ก็แค่อยู่อย่างสบายใจ
 
มองชีวิตให้มันเป็นเรื่องจริงอย่างที่มันเป็น
 
และทำทุกอย่างให้มันเป็นอย่างที่มันควรจะเป็นก็พอแล้วมั้งเนอะ
 
ยิ้มเข้าไว้...ถึงไม่มีใครยิ้มให้ก็ยิ้มให้ตัวเองก็ได้นี่นาCoolCoolCool
 
 
 

summer@Krabi

posted on 11 Apr 2012 22:18 by reenawayu
11 เมษายน 2555 เวลา 15.30 น. เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 8.6 ริกเตอร์ที่เกาะสุมาตรา
เห็นข่าวทีแรกใจหายเลย
เมื่อวานนี้เวลา 17.00 น. เดินทางออกจากกระบี่กลับบ้าน
วันนี้เลยมีแต่คนโทรมาถามว่ายังอยู่กระบี่อยู่รึเปล่า ต้องหนีสึนามิกับเค้าด้วยมั๊ย
คิดแล้วก็โชคดีนะ ที่เรากลับมาก่อน เพราะถ้าวันนี้เรายังอยู่ที่นั่น พ่อกับแม่คงห่วงแย่เลย
 
ติดตามข่าวมาหลายชั่วโมงแล้ว ยังไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง
ขอให้เป็นอย่างนี้จริงๆ เถอะ อย่าได้เป็นเหมือนครั้งก่อนเลยนะ
 
ครั้งแรกของเรากับการได้เที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน ทะเลที่ไหนสวยแค่ไหนเราไม่รู้
ตอนนี้รู้แต่ว่า ทะเลและเกาะต่างๆ ที่กระบี่สวยมากๆ ลงเรือไปดำน้ำ 2 วันเต็มๆ ยังรู้สึกไม่สะใจ
ก็ไม่เคยเห็นน้ำใส หาดสวย ขนาดนี้มาก่อนนี่นา
 
ทะเลแหวก (แต่ไปถึงสายแล้ว น้ำเริ่มขึ้น เลยเห็นไม่ชัดเท่าไหร่)
 
เรือหางยาวพาเที่ยว
 
หาดหน้าเกาะปอดะ
 
อ่าวถ้ำพระนาง
 
 
 
 
อ่าวปิเละ
 
หาดไร่เลย์
 
ถ้ำไวกิ้ง
 
รูปนี้ดูแล้วนึกไม่ออกแล้วแฮะว่าอยู่เกาะหรืออ่าวไหน
 
เกาะพีพี
 
 
สระมรกต
 
เขาขนาบน้ำ (สัญญลักษณ์ของเมืองกระบี่)
ปิดท้ายด้วยท้องฟ้าเหนือเมืองกระบี่ แถมหลอดไฟในงานแสดงสินค้าเนื่องในเทศกาลสงกรานต์
 
 
เฮ้อ...ตั้งใจไว้แล้วว่าทริปนี้จะเป็นทริปสุดท้ายของปีนี้
จนกว่าเราจะทำเรื่องสำคัญสำเร็จ เผื่อบางที มันจะช่วยเปลี่ยนเส้นทางในชีวิตของเราให้มันแตกต่างไปจากทุกวันนี้บ้าง  หวังว่าทริปหน้าจะเป็นทริปที่ได้เดินทางไปยังสถานที่ที่ใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตนะ
 

ฉันทำได้เพียงแค่นี้...

posted on 07 Apr 2012 15:50 by reenawayu

ฉันทำได้เพียงแค่นี้

ใต้ต้นไม้ใหญ่  ในยามเช้า 

รอใครคนหนึ่งเดินผ่านมา

กล่าวคำทักทาย...อรุณสวัสดิ์

เพียงแค่นี้...ดอกไม้เริ่มแย้มบาน

 

ฉันทำได้เพียงแค่นี้

กลางผืนหญ้าเขียวขจี  ในยามบ่าย

นอนมองท้องฟ้า  เมฆน้อยลอยล่อง

อยากเอื้อมมือคว้า  แต่สัมผัสได้เพียงสายลมพัดผ่าน

เพียงแค่นี้...ยิ้มของเมฆแก้มป่อง  ทำให้หัวใจพองโต

 

ฉันทำได้เพียงแค่นี้

ริมระเบียง  ยามรัตติกาล

หมู่ดาวใหญ่น้อย  ระยิบระยับ

อยากจะเด็ดสักเม็ดพราวมาวางข้างหมอน

แต่แค่สบตากับหนึ่งแสงกระพริบ

เพียงแค่นี้...ยิ้มพิมพ์ใจก่อนฝันหวาน

 

ฉันทำได้เพียงแค่นี้

คิดถึงคืนวันสวยงามที่ทำให้ใจแย้มยิ้ม

คิดถึงคนที่เคยหัวเราะกับยิ้มเล็กๆ ของฉัน

และพยายามทำให้ความทรงจำอันเจ็บปวดเลือนลาง

แต่ความทรงจำที่ลบไม่ได้ ก็ยังคงไม่มีวันจางหาย

ในเมื่อไม่สามารถลบมันได้

ฉันคงทำได้เพียงแค่นี้ใช่ไหม...

ปิดประสาทรับรู้   เปลี่ยนไปอยู่ที่หัวใจ

และเก็บมันไว้...จนกว่าพรุ่งนี้จะแตกสลาย

                                                さようなら…

 

 

 

 

PS. นี่เป็นอะไรมากมายรึเปล่าเราเนี่ย  จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นอะไรเลยนะ

แค่รู้สึกว่ามันถึงกาลอันสมควรแล้วที่จะต้องตัดเรื่องไร้สาระบางเรื่องออกไปจากชีวิต

เพื่อเอาเวลาที่ใช้ไปกับเรื่องไร้สาระ มาทำในสิ่งที่จำเป็นต่อความเป็นไปของชีวิต

แต่...ไม่คิดเลยนะว่าจะเศร้าได้ขนาดนี้  เศร้าถึงขนาดนั่งร้องไห้...โอว...บ้าไปแล้วเรา

ยิ่งตอนฟังเพลง 千の風になっ(A Thousand Winds) ยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่

ทำไมต้องบังเอิญมาเจอเพลงนี้เข้าด้วยนะ  เอาเหอะ...เศร้าให้ตายกันไปข้างนึง

แต่ชีวิตของเราก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป  โปรแกรมที่วางไว้ต่อไปนี้ต้องประสบความสำเร็จ Fighting!!!